2005/Sep/15

เป็นเหตุการณ์อีกครั้งที่ เกิดกับผม ตั้งแต่ผมจำความได้ในชีวิตผมมักจะมีอะไรใหม่ๆ มาเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่มันก็ไม่แปลกหรอกนะ เพราะทุก ๆ คนก็มีกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเราจะยอมรับและเปลี่ยนแปลงตัวเองทันตามการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่เท่านั้นเอง

ก็คงเหมือนข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วไป ถ้าเกิดคุณเปลี่ยนแปลงมันไม่ทัน อย่างเช่น อกหัก ทำไมต้องฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง ทั้ง ๆ ที่บางครั้งความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจทำให้ชีวิตคุณมีอะไรดีขึ้นก็ได้(อาจจะนะ) แต่การคิดในแง่ที่ดีเมื่อมีเกิดเหตุการณ์ร้าย ร้ายเข้ามานั้นดีกว่าที่คุณจะมานั่งเสียใจนะ (ผมว่า แต่ก็ทำยากแฮะ)

ชีวิตเด็กบ้านนอกคนนึง ซึ่งอยู่ไกลจาก กทม ไม่ต่ำกว่า 600 กิโลเมตร อยู่ดี ดี วันนึงก็เกิดเหตุการณ์ทำให้ต้องไปอยู่ที่ที่ซึ่งไกลจากที่เดิมไม่ต่ำกว่า 700 กิโลเมตร ทั้ง ๆที่เมื่อวานเค้ายังอยู่ที่เดิมอยู่ ด้วยอายุแค่ 12 ปี นี่เป็นแค่ครั้งหนี่งที่ผมจำความได้ ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลง ผมร้องไห้ นะ แต่ก็ต้องแอบ ๆ ก็ผมลูกผู้ชายนะ แต่ใครบอกว่าผู้ชายร้องไห้ไม่เป็น เป็นคุณล่ะ เคยอยู่กับพี่น้อง พ่อแม่ อยู่ดี ดี คุณก็ต้องไปอยู่ที่ไกล(มากนะ สมัยก่อน) ไปอยู่กับใครไม่รู้ เต็มไปหมด ร้อยพ่อพันแม่ (หอพักในโรงเรียน) เดือนนึงก็กลับสักครั้งไปยังบ้านญาติ

แต่ที่เล่ามานั้นไม่ได้เป็นเรื่องหลักที่ผมอยากเล่าให้ฟังหรอก แต่เรื่องที่ผมจะนำมาบอกกับทุกท่านที่เข้ามาอ่านคือ การเปลี่ยนแปลงที่มันจะเกิดขึ้นเอง หรือว่าเราเป็นคนเริ่มมัน (งงล่ะซิ) เรื่องของเรื่อง ผมทำงานอยู่ที่หนึ่งซึ่งเป็นที่แรกของการจบการศึกษา ที่ที่นี่ให้อะไรผมหลายๆ อย่าง หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน มีความเป็นมิตรมาก จนผมไม่อยากจากที่นี่ไป แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ ไม่มีอะไรเพอร์เฟ็ค หรอกครับ มันก็มีอะไรที่ไม่ดีเหมือนกัน แต่เมื่อผมต้องออกจากงานนี้เพื่อไปเริ่มงานใหม่ ผมไม่รู้จะแจ้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ยังไง แปลกดีนะ จิงๆ มันก็สิทธิ์ของเราก็แค่ลาออก แจ้งก่อน 1 เดือน แต่ใจมันหายไปเลยครับ ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าผมได้งานที่ใหม่ ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้หวังอะไรมาก ใจมันแป้ว(รู้จักมั้ย แป้วอ่ะ อยากรู้คุณลองนึกถึงตอนคุณเกือบโดนรถชน เกือบอะไรที่มันทำให้ตกใจน่ะ นั่นล่ะ ผมเรียกมันว่าแป้ว) ไม่รู้ทำไม ผมไม่รู้ว่าผมกลัวอะไรทำไมมันถึงแป้ว ผมกลัวการเริ่มต้นใหม่กับที่ทำงานใหม่ เพื่อนร่วมงานใหม่ หรือ หัวหน้าใหม่ แต่แม่ผมก็เคยสอนผมว่า เราไม่ควรกลัวการเริ่มต้น หรือการเปลี่ยนแปลง เพราะแม่เคยมาแล้ว แม่กลัว เลยทำให้ชีวิตก็เหมือน ๆ เดิม

ผมอยากรู้ว่า คุณ ๆ น่ะ เป็นเหมือนผมรึป่าว

อยู่ที่เรียนรู้ อยู่ที่ยอมรับมัน ตามความคิดสติเราให้ทัน

อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

หรือว่า

ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่

มันจะไปจบที่ตรงไหนแต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง
ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย ได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป

2005/Apr/26

หายไปนานกับกาลเวลา ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม อยู่ดีๆ ก็หายไป เนี่ย ทำงานมาก็เกือบปีละ เฮ้อ ชีวิตการทำงานใน กทม. มันช่างแตกต่างกับความฝันตอนเรียนอยู่เหลือเกิน เพื่อนๆที่เคยเขียน blog ตอนนี้ก็หายไปหมดแล้ว ตอนแรกๆ ก็ดูเห่อดี นะ มีคนละ blog เลย แต่หายไปหมดแล้ว ยังคงเหลือเราที่ยังเข้ามาวนเวียนอ่าน ว่ามีความคืบหน้าของใครบ้างไหม แต่ตัวเราเองก็ไม่ได้มีข้อความใหม่ๆเลย

จริงๆ แล้วมีเรื่องตั้งเยอะตั้งแยะมาบอกเล่าสู่กันฟัง แต่ไม่ได้มาแบ่งปันเลย ที่ผ่านมาก็ไปเที่ยว วัดเขาสุกิม มา ตั้งอยู่ในจังหวัด จันทบุรี เคยไปมาแล้ว2-3 ครั้ง ตอนเป็นเด็กๆ คราวนี้กลับบ้านไปก็เลยพาแม่ไปเที่ยวสักหน่อย ถึงแม้ว่า แม่จะย้ายศาสนาไปนับถือ คริสต์แล้วก็ตาม แต่ผม ก็ยังเป็น พุทธ อยู่ดี พาไปดูอะไรเรื่อยเปื่อย ไปถึงก็เห็นสระน้ำที่เคยเห็นเมื่อตอนเป็นเด็กๆ เมื่อก่อนนะ มีปลาเยอะ เดี๋ยวนี้นะ โอ้โห ปลาไม่เยอะแต่ตัวใหญ่มากๆ ต้องไปเห็นกับตา เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา และก็มีพวก เต่า ตะพาบน้ำ ที่คนเค้ามาปล่อย เยอะพอสมควร แต่ตัวใหญ่จริงๆ ความรู้สึกที่เข้าไป ก็เปลี่ยนไปพอสมควร แต่หลายๆอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่ สิ่งแรกที่ผมอยากขึ้นไปดูนั้น คือ หมีควาย ที่ซึ่งวัดนี้เคยเลี้ยงไว้ มีหลายตัวเหมือนกันนะ แต่จำไม่ได้ว่ากี่ตัว แต่เมื่อพอขึ้นไป ปรากฏว่า ไม่มีแล้ว ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่ามีข่าวอยู่ช่วงหนึ่งเรื่องการเลี้ยงนี่ล่ะ สงสัยไปอยู่ในสวนสัตว์หมดแล้วมั้ง หลังจากนั้นก็ไปดูพวกของเก่าเก็บที่ ผู้คนได้บริจาคมา ทั้ง ชุดโต๊ะอาหาร (ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบริจาคพวกนี้ แปลกดี มีเยอะมากๆ) และก็มีหุ่นขี้ผึ้ง ที่ปั้นเป็นรูป หลวงพ่อ(เดี๋ยวนี้เป็นหลวงปู่แล้ว) สมชาย ผู้ที่พัฒนาวัดขึ้นมา อยู่ชั้น 3 ส่วนชั้น 4 ก็จะมีหุ่นขี้ผึ้งของ พระอาจารย์ดังๆ อยู่มากพอสมควร เหมือนจริงมาก ๆ ผมยังกลัวเลย นึกถึงตอนเด็ก ดูละครเรื่องห้องหุ่น โอ้โห น่ากลัวจัง หลังจากนั้นก็กลับ แค่นี้อ่ะ เมื่อยแล้ว ว่างๆ จะมาพิมพ์ใหม่นะ เจอกันเมื่อมีโอกาสละกัน

บาย

2005/Jan/19

หายไปนาน กับบทความหรือข้อความ หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียก กลับมาพร้อมเรื่องใหม่ๆ ที่จะเอามาระบายหรือเล่า ดีล่ะ??? แล้วแต่ผู้อ่านจะคิด (เป็นการบ้านละกัน คิดสักนิด สมองของท่านจะได้ใช้บ้าง อย่าให้มันเป็นแค่ที่เก็บขี้เลื่อยล่ะ)

ล่าสุดมานี้ ก็ได้ไปเที่ยว Amazing Fun Park ที่เมืองทองธานีมาด้วย จากการชักชวนของกระผมเอง อิอิอิ ต้นเรื่องอีกแล้วครับท่าน โดยการไปครั้งนี้ก็ได้มีสมาชิกทั้งหมดที่ไปพร้อมกัน 5 คนและไปเจอที่เมืองทองอีก 1 คน(ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงาน) คนที่ไปก็หน้าเดิมๆ แล้วมันจะมีใครอีก(คิดเอาเอง) บัตรค่าเข้าน่ะเหรอ 20 บาท แต่ด้วยความว่างกอ่ะเลยเข้าฟรีจากการนำฉลาก Coke ที่แปะอยู่ข้างขวด 1.25 ลิตรไปแลกบัตรเข้ามา เห็นมะประหยัดไปตั้ง 20 บาท 5 คนก็ 100 บาท(อีกคนนึงเข้าไปรอแล้ว) เข้าไปถึงก็เริ่มโดยการเดินตระเวณทัวร์เลยแต่ยังไม่ทันถึงไหน เข้าไปสักครู่ก็เสียตังค์ซะแล้ว เริ่มจากการเล่นนั้นทางผู้เล่นจะต้องแลกชิพ(เหรียญ)เพื่อง่ายต่อการเล่นเกมส์ โดยการเล่นแต่ละเกมส์จะมีจำนวนชิพที่คุณต้องใช้ในการเล่น เริ่มจากการโยนชิพให้อยู่บนโต๊ะซึ่งมีกระจกทับบนแผ่นกระดาษและบนแผ่นกระดาษมีตารางเป็นสีซึ่งมีทั้งช่องใหญ่และเล็ก ซึ่งจะมรางวัลที่ต่างกันไป ซึ่งผมโยนไป3เหรียญแรก ได้ตุ๊กตาตัวใหญ่เกือบสุด 555 แต่หลังจากนั้น หมดตูดครับ

ส่วนเครื่องเล่นก็ไปเล่น ได้ 2 อย่างเอง หมดไป 300 บาท(12 เหรียญ) ก็จะมี G Force เครื่องเล่นที่ทำผมเสียวมากๆๆๆๆๆ ยิ่งกว่าไวกิ้งซะอีก โอ้โห เชื่อมั้ย(อาจจะไม่เชื่อลองไปนั่งเองสิ) เกือบตายอ่ะ ความรู้สึกนะ มันสูงมากๆๆ ยากจะบรรยาย ลองไปนั่งเองแล้วจะรู้(สึก) อีกอย่างที่เล่นคือ แต่นแต้น..........แต๊น......... กระเช้าลอยฟ้า หรือที่บ้านผมเรียก ชิงช้าสวรรค์นั่นเอง แต่อันนี้นี่ไม่ธรรมดานะ มันสูงมากๆๆๆๆๆ จนกลัวอ่ะ ยอมรับว่ากลัวจริง ๆ มันมี 2 แบบให้เลือกเล่น คือแบบ ปิดทั้งกระเช้ากับแบบเปิดครึ่งนึงก็คือมีแค่ที่พิงน่ะ ตกลงมาได้ถ้าจะโดด ไม่มีการล็อคอะไรเลย นั่งวนไปประมาณ 5 รอบได้ การผ่านแต่ละรอบก็จะผ่านข้างล่างตรงจุดที่ขึ้นมานั่งใช่มะ ตรงนั้นล่ะ โดนแกล้งโดยการถูก ผู้ควบคุมหมุนให้กระเช้ามันหมุนเร็วๆ (เนื่องจากระเช้ามันจะมีลักษณะเป็นวงกลม และสามารถหมุนได้เพราะไม่ยึกติดกับแกนกลาง) มันน่ากลัวตรงไหน ท่านคงไม่ทราบ ถ้าท่านไม่ได้เห็นหรือนั่งเอง มันน่ากลังตรงที่ เราสามารถหลุดจากกระเช้าได้แล้วกระเช้ามันก็สูงมากๆ มันจะไปหยุดหมุ่นก็นู่นล่ะ ประมาณเกือบถึงจุดสุดยอด(อ๊ะ ไม่ใช่สิ จุดสูงสุด เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน) โอ้โห!!! ต้องลองเอง มันดี

พิมพ์เหนื่อยละ แต่วันนั้น ที่หมดก้น(ตูด ทวาร หรืออะไรก็ตาม) ก็เพราะว่า เล่นเกมส์ที่จะชิงตุ๊กตามากกว่า ได้มา ตัวเดียวเอง แต่ก็ตัวใหญ่นะ เป็น แฟนมิกกี้เมาส์ นั่นก็คือ มินนี่ส์ น่า ก็ok ถือว่าคุ้มอยู่แม้จะทำให้ผมกินมาม่าไปหลายวันกันเถอะ อิอิอิ

จบแค่นี้ละกันนะ พิมพ์หนื่อยละ แล้วก็อู้งานมานานแล้ว เจอกันงวดหน้านะ 25 แน่นอน(อ้อผิดคิวไม่ใช่หวย) เจอกันเมื่อเรื่องใหม่นะครับ บาย See ya


edit @ 2005/04/26 11:50:09